Australia review

Australia เป็นผลงานกำกับของ Baz Luhrmann หลังจากห่างหายไปนานถึง 7 ปีนับตั้งแต่ที่ปล่อยผลงานระดับขึ้นแท่นอย่าง Moulin Rouge! ไว้เป็นที่ติดตาติดใจ Australia ถือว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่อลังการงานสร้างของปี 2008 (แม้ว่าจะเปิดตัวในอเมริกาได้ไม่ดีเท่าที่ควร) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เน้นการนำเสนอในเรื่องของบรรยากาศ และธรรมชาติของประเทศ Australia รวมทั้งเล่าถึงเรื่องราวประวัติความเป็นมา และเรื่องของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในบางส่วน ที่เป็นเรื่องจริงในอดีต และถูกดัดแปลงจนกลายมาเป็นหนังรักแนวย้อนยุคที่เหมือนจะน้ำเน่าแต่ก็ไม่ถึงขนาดนั้นเสียทีเดียว สิ่งที่รับรู้ได้จากการชมเรื่องนี้คือ “ความสวยงามของภาพที่เป็นสื่อในการเล่าเรื่องราว” ซึ่ง Baz Luhrmann สามารถนำเสนอออกมาได้ดี อีกทั้งบอกเล่าเรื่องรักของคนกับคน และคนกับสถานที่ ซึ่งสามารถตรึงผู้ชม (ผม) ให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่กำลังดำเนินไปนับตั้งแต่ Australia เริ่มเปิดเรื่อง
Australia เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ถ่ายทำในสถานที่จริง เล่นจริง ทนจริง จนถึงขั้น Post production แทบจะไม่ได้มี Graphics มาช่วยมากมายซักเท่าไหร่ ผลสุดท้ายที่หนังนำเสนอออกมาต้องบอกได้คำเดียวว่า “เยี่ยม”
เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมรอชม นับตั้งแต่ที่มีข่าวประกาศสร้างออกมา และได้ผู้กำกับ Baz มากำกับ หลังจากที่รู้เรื่องราวเบื้องหลังบางส่วนก่อนที่จะได้ชมจริงก็สามารถเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความอยาก และเห็นควรว่า Australia คือหนังเอพิกที่ (อาจจะ) ยิ่งใหญ่ตระการตาในยุคนี้….แต่หลังจากที่หนังเปิดตัว และกระแสการวิภาคย์กันต่างๆ นานา ก็เป็นอีกปัจจยที่ทำให้ Australia ยังดีไม่เท่าที่ควรจะเป็น ดังที่หลายคนหวังไปถึงขนาด Gong with the wind หรือ เรื่องอื่นๆ ที่ขึ้นแท่น Classic ในอดีตมาแล้ว แต่สุดท้าย Australia ก็ยังคงแสดงอนุภาคย์ของหนังรักออกมาได้ดีถึงแม้จะไม่มากต่อใครบางคน แต่ผมก็ให้คะแนนเกือบเต็มในเรื่องนี้
Australia เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวของ Lady Sarah Ashley (Nicole Kidman) เดินทางจาก England มายัง Australia เพื่อที่จะตามมาดูสามีของเธอที่ทำปศุสัตว์ซึ่งมีขนาดใหญ่เท่ากับรัฐ Maryland ซึ่งถูกเรียกว่า “Faraway Downs” ว่าเกิดเหตุอันใดจึงมีปัญหา แต่ก็ต้องกลับมาเจอกับ Drover (Hugh Jackman) ผู้ซึ่งมารับ Ashley แทนสามีของเธอ และเกิดเหตุไม่ต้องชะตาซึ่งกันและกัน ในระหว่างที่ Drover นำพา Ashley เดินทางมายัง Faraway Downs ไม่แค่ Drover ที่ Ashley มีปัญหาด้วย แต่เธอยังต้องมาพบกับเด็กชนเผ่าพื้นเมืองอีกคนที่ชื่อว่า Nullah (Brandon Walters) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทัศนะความคิดของ Ashley เริ่มผกผัน และหันมามองพื้นที่ดินใน Faraway Downs ว่ามีค่ามากเพียงใดทั้งสำหรับเธอ และทุกคนที่อยู่ในพื้นดินนี้ด้วย หลังจากที่สามีของเธอถูกฆ่าตายอย่างลึกลับ และถูกรุกรานจากบุคคลที่มีอิทธิพลต่างๆ Ashley จึงต้องร่วมมือกับ Drover ในการที่จะต้องต้อนฝูงวัวถึง 1,500 ตัว ข้ามประเทศทางตอนเหนือเพื่อที่จะนำไปขายยังท้องตลาดให้ทันเวลา เพื่อที่จะได้ผลกำไรจากการค้าครั้งนี้กลับมาพัฒนา Faraway Downs ต่อไป
Australia เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวแบบดำเนินเรื่องไปตามลำดับขั้นเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำกับ Baz ต้องการจะให้เนื้อความในส่วนนี้ธรรมดา แต่จะไปเน้นตรงจุดอื่นแทน ซึ่งก็ได้แก่ ฉาก, Characters, ลำดับภาพ, Compositions และอื่นๆ ในขณะที่ผลสุดท้ายก็นำเสนอออกมาได้ดีในระดับที่น่าพอใจ แม้ว่าจะยังไม่ตรึงตราติดใจต่อผู้ชมได้มากนัก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนอาจจะไม่ชอบหรือชมแล้วเกิดอาการเบื่อ อันเนื่องด้วยตัวหนังกินเวลาไปเกือบสามชั่วโมงแต่กลับถ่ายทอดออกมาแค่ภาพที่สวยเพียงเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่น่าจดจำที่สุดของเรื่อง แต่อย่างน้อย Baz ก็ยังแฝงลูกเล่น และเอกลักษณ์ของตัวเองให้เป็นที่จดจำสำหรับแฟนตัวยงของผู้กำกับคนนี้ เช่น ลักษณะ Characters ของตัวละครในตอนเริ่มต้นแทบจะดูแล้วเหมือนกับดูละครเวทีอย่างไรอย่างนั้นทั้ง Over acting, ลักษณะการพูดจาที่มีการเน้นสำเนียง และการขโมยซีนกับแบบนิดๆ ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลส่วนนี้มาจาก Moulin Rouge! อาจจะไม่คล้ายแต่ก็มีการปรับใช้ให้เข้ากับเรื่องราวในช่วงแรก ที่เหมือนเป็นการเปิดตัวของ Characters ต่างๆ หรือ ในฉากที่ Ashley ต้องเจอกับ Nullah ทั้งสองต้องจ้องหน้ากันผ่านเครื่องแก้วต่างๆ ที่วางไว้บนโต๊ะ ซึ่งก็มีส่วนที่คล้ายกับตอนที่ Romeo และ Juliet เจอกันครั้งแรกจากการมองกันผ่านตู้ปลา โดยที่ทั้งสองเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ Baz Luhrmann ได้กำกับไว้เป็นเครดิตที่ดีก่อนที่จะมากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้
ตัวหนังมีการเล่าเรื่องที่แบ่งเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน โดยที่….
ในส่วนแรกจะนำเสนอถึงเรื่องของการต้องฝูงวัวผ่านทิวธรรมชาติของ Australia ซึ่งต้องยอมรับจริงๆ ว่าทุกฉากที่นำเสนอออกมาทั้งสวย และลุ่มลึกด้วยการจัด Compositions ที่ดูดีด้วยการเน้นทั้ง Fore ground, Middle ground และ Back ground ซึ่งสวยงาม และมีจุดเด่นในตัวเอง อีกทั้งที่ Baz ได้นำเสนอมุมสูงเป็นการถ่ายทอดเรื่องราว น่าจะทำให้ผู้ชมสามารถที่จะเข้าถึงกับทัศนียภาพนั้นๆ ในสถานที่ต่างๆ หรือสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีมากขึ้น
ในส่วนที่สองของหนังจะเน้นเรื่องของสงคราม, ความไม่ลงรอยทางเรื่องธุรกิจ และความรัก ในส่วนนี้เหมือนกับเป็นส่วนขยายของตอนต้นว่าเรื่องราวจะมีผลที่ตามมาอย่างไรทั้งในด้านที่ดี และไม่ดีซึ่งเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเราทุกคนก็ต้องยอมรับผลนั้นๆ โดยเนื้อความจะแฝงถึงเรื่องเล่าตำนานเผ่าอะบอริจิ้น และประวัติศาสตร์ Australia บ้างในบางตอน โดยภาพรวมของส่วนหลังนี้อาจจะทำให้ผู้ชมหลายท่านถึงกับเนืองๆ ก็เป็นได้
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของเรื่องอยู่ตรงที่ Baz จะเน้นฉากที่เป็น Hi-Light ทุกฉากเป็นภาพ Slow motions นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่เหมือนกับว่า Baz พยายามที่จะหยุดนิ่งภาพเคลื่อนไหวเหล่านั้นให้ผู้ชมได้จดจำ ซึ่งก็สามารถทำได้ดีในเกือบทุกตอน แต่ในบางครั้งตัวผมก็รู้สึกว่าเยอะเกินไปที่จะทำหรือเปล่า? ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องที่แปลกที่ผู้กำกับจะพยายามหาจุดขายของหนังให้เจอ
Australia หนังฟอร์มใหญ่ที่ไปได้ไม่สวยในอเมริกา แต่ภายภาคหน้าคงต้องลุ้นกันต่อไปเรื่องนี้อาจจะเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคนหลังจากที่ได้ชม และก็อาจจะผิดหวังบ้างตั้งแต่ที่กระแสออกมา แต่อย่างน้อยผมก็เชื่อว่า Australia ก็ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่แฝงไว้นอกจากขายความสวยเพียงอย่างเดียว ถ้าอยากจะรู้จริงก็ต้องลองแล้วจะรู้ว่า Australia มีอะไรมากกว่าที่คิด
ขอได้รับความขอบคุณ






